diary

ก็รู้อยู่ว่าสังคมไทยยังมองการ์ตูนเป็นเรื่องไร้สาระ คนติดการ์ตูนเป็นเด็กอมมือไม่รู้จักโต แต่ไม่คิดว่ามันจะขนาดนี้ เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับเราโดยตรง เป็นเรื่องที่เพื่อนสนิทของเราเจอมา แล้วก็โทรมาปรับทุกข์ให้ฟัง ฟังแล้วมันช่างจี๊ดใจยิ่งนัก

เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่านางสาว บ. (นามสมมติ) ทำงานในกระทรวงต่างประเทศที่ซึ่งเป็นแหล่งรวมบรรดาหัวกะทิทรัพยากรมนุดชั้นแนวหน้าของราชอาณาจักรไทย แต่เพื่อน บ. คนนี้ก็เป็นเยี่ยงสามัญชนชาวการ์ตูนทั่วไป คือ ชื่นชอบการอ่านการ์ตูนเป็นชีวิตจิตใจ แถมยังมีฝีมือวาดเขียนได้อีกด้วย เพื่อน บ. ห่างหายจากการจับดินสอวาดรูปไปแสนนานตั้งแต่เรียนจบเริ่มทำงาน จนกระทั่งได้เพื่อน อ. คอยกรอกหูล้างสมอง ด้วยเกรงว่าฝีมือของเพื่อนจะเลือนหายไปอย่างน่าเสียดาย เพื่อน บ. เริ่มมีไฟ วันดีคืนดีก็หยิบดินสอมาร่างภาพ หยิบสีน้ำเก่าเก็บมาละเลงสี ออกมาเป็นภาพออริจินอลภาพหนึ่ง อารามดีใจ(ที่ฝีมือยังไม่ตกเว้ย) ก็คว้ากล้องมือถือมาถ่ายรูปทำเป็นวอลเปเปอร์หน้าจอซะหน่อย ก็ไม่ได้คิดอะไร มือถือก็ของกรูจะถ่ายเก็บไว้ดูคนเดียว จนกระทั่งอยู่มาวันนึง เพื่อน บ. ไปกินข้าวกับเพื่อนที่ทำงาน ระหว่างนั้นเองก็มีรุ่นพี่คนนึงในโต๊ะถือวิสาสะฉวยมือถือของเพื่อน บ. ไปกดดู พอเห็นรูปวาดที่หน้าจอก็ถามว่ารูปอะไร เพื่อน บ. ซึ่งปกติเคยได้รับคำชมจากหมู่ฝูงว่าเป็นคนวาดรูปเก่ง ก็บอกไปว่าเป็นรูปที่หนูวาดเอง (เพื่อน บ. บอกกับเพื่อน อ. ทีหลังว่าตอนนั้นเกรงว่าจะถูกเข้าใจผิดว่าชอบโหลดวอลเปเปอร์การ์ตูนบนจอมือถือ มันจะยิ่งดูไม่ดี สู้บอกไปว่าวาดเองจะดูมีภาษีดีกว่า แต่ว่ามันกลับไม่ได้เป็นยังงั้น...)คนนั้นก็ถามต่อว่าวาดนานรึยัง วาดสมัยเด็กๆใช่มั้ย เพื่อน บ. ยืดอกตอบไปด้วยความภูมิใจว่าเพิ่งวาดเมื่อเร็วๆนี้ค่ะ พี่คนนั้นตอบเพื่อน บ.ด้วยวาจาที่ทำให้หัวใจพองโตของเพื่อน บ.ฟีบแฟบไปในบัดดลว่า "แล้วอย่างนี้หนูจะสอบนักการฑูตไหวเหรอ"

เพื่อน บ. รู้สึกหน้าชาราวกับถูกตบหน้า ทั้งอับอายคนทั้งโต๊ะ และเสียใจที่ความชื่นชอบและใจรักในการ์ตูนถูกมองว่าเป็นปมด้อย เป็นสิ่งที่สมควรปกปิดไม่ให้สังคมรับรู้ และเผลอๆจะเป็นภัยต่อหน้าที่การงาน เพื่อน บ. โทรมาเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้เพื่อน อ. ฟัง ฟังแล้วก็ควันออกหู รู้สึกแย่แทนเพื่อน ทำไมล่ะ ทำไมอ่านการ์ตูนวาดการ์ตูนแล้วมันจะบั่นทอนปัญญาจนสอบนักการฑูตไม่ติดเลยรึไง(วะ)!? คนที่เรารู้จักหลายต่อหลายคนที่อ่านการ์ตูนชอบการ์ตูนก็เรียนดี มีหน้าที่การงานดีๆเยอะแยะไป ผู้ใหญ่ (ไม่อยากจะเหมารวมหรอกนะ ผู้ใหญ่ดีๆที่รู้จักแยกแยะก็คงมีเยอะ) มักจะมองว่าการ์ตูนเป็นสิ่งไร้สาระ เด็กๆอ่านการ์ตูนก็พอทำเนา แต่ถ้าโตแล้วยังอ่านการ์ตูนก็มักจะถูกดุว่า ป๊าม๊าของเราก็เป็น แต่เราถือว่าเราทำงานที่รับผิดชอบเรียบร้อยแล้วถึงอ่านการ์ตูนเป็นการผ่อนคลาย (<-- จริงๆคือข้ออ้าง เราปั่นงานให้เสร็จไวๆจะได้อ่านการ์ตูนตะหาก แต่เอาเหอะ พ้อยท์คืองานเสร็จก็แล้วกัน) เราเป็น manga generation อ่านหนังสือออกก็เพราะโดราเอมอน โตมากับดราก้อนบอล เซนต์เซย่า ฯลฯ ที่ใจรักวาดรูปนี่ก็เพราะอ่านการ์ตูนมากซะจนอยากวาดเองมั่ง พ่อแม่อาจจะเป็นห่วงว่าปล่อยให้คุณลูกอ่านการ์ตูนแล้วการเรียนจะเสียมั้ย เราขอเอาชื่อปู่ของคินดะอิจิกับประวัติผลการเรียนตั้งแต่อนุบาลยันป.โทมายืนยันว่า ถ้าคุณลูกตั้งใจฟังที่ครูสอนในห้องเรียน และรู้จักแบ่งเวลาให้เป็นแล้วล่ะก็ ถึงจะเป็นโอตาคุการ์ตูนขั้นเทพยังไงถ้ามันฉลาดซะอย่างมันก็เรียนไม่ตกหรอกค่ะ ไอ้ที่เรียนไม่ดีโทษปี่โทษกลองโทษการ์ตูนน่ะเป็นเพราะลูกมันโง่วตามพันธุกรรมต่างหากล่ะไม่ได้ด่านะ คนเราเกิดมาโง่ฉลาดไม่เท่ากันเป็นเรื่องธรรมชาติ

เพื่อน บ .อาจจะมีส่วนผิดที่หละหลวมเอารูปวาดเล่น(ที่ตั้งใจวาด)ไปโหลดไว้บนจอมือถือ ทั้งที่ในเวลางานเธอควรจะสำรวมไม่ให้เสียภาพลักษณ์องค์กร แต่ถ้ามองในแง่สิทธิส่วนบุคคลแล้ว รูปนั่นก็อยู่ในมือถือส่วนตัว ไม่ได้ไปโหลดขึ้นเดสก์ทอปในที่ทำงานซะหน่อย ยัยพี่คนนั้นต่างหากที่ถือวิสาสะอะไรมาเที่ยวหยิบมือถือชาวบ้านไปดูเล่น แล้วยังปรารถนาดีให้พร(?)ซะอีกแน่ะ นี่ถ้ามันเฟลจัดจนสอบฑูตไม่ติดพี่เค้าจะรู้มั้ยว่าส่วนนึงเป็นเพราะปากเค้าน่ะ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเพื่อน บ. ทำให้รู้สึกห่อเหี่ยวใจกับสังคมที่ชอบตัดสินอะไรจากมุมมองเพียงด้านเดียวของตัวเอง สิ่งที่ตัวเองทำคือสิ่งที่ถูก สิ่งที่ไม่เหมือนกับตัวเองเป็นสิ่งผิด การ์ตูนมักจะถูกโจมตีว่าเป็นสิ่งมอมเมาเยาวชน เผลอๆร้ายแรงพอๆกับยาเสพติดเลยด้วยมั้ง จริงอยู่ว่ามีการ์ตูนที่ไม่เหมาะสม แต่การ์ตูนดีๆมีสาระก็มีอีกมากไม่ใช่เหรอ ไม่เห็นพูดถึงกันสักเท่าไหร่เลย พอมีข่าวทีก็ไปขุดมาแต่ตูนอะไรก็ไม่รุมาออกข่าว ไอ้ที่ดีๆอย่างเช่นการ์ตูนกีฬาเน้นทีมเวิร์กอย่างสึบาสะ สแลมดังก์ ไม่เห็นเคยเอามาออกข่าว เรื่องการแบนการ์ตูนก็เหมือนกัน จริงๆปัญหามันไม่ได้อยู่ที่อ่านการ์ตูนติดเรทแล้วทำให้เด็กเสียคนซะหน่อย เด็กจะเสียคนมันมีปัจจัยอะไรอีกเยอะแยะ ทั้งครอบครัว ทั้งสังคม ค่านิยม ฯลฯ อ่านแล้วอาจคิดว่าเราไม่พอใจกับนโยบายกวาดล้างตูนลามกและตูนวาย เราเองก็สาวกวายเข้ากระดูก แต่เราก็ไม่ได้คลั่งวายซะจนหน้ามืดตามัวชนิดไม่ยอมรับรู้อะไร บ่อยครั้งที่เห็นเด็กๆชุดนักเรียนไปยืนกรี๊ดกร๊าดเสียงดังที่มุมตูนวาย(สมัยยังเฟื่องฟู) หรืออ่านตูนวายกันเจิดเจ้อในร้านอาหารเราก็อดคิดไม่ได้ว่าเด็กพวกนี้ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย (นึกด่าพ่อแม่มันด้วย เอ้า!)จะอ่านก็ไม่ว่าแต่ช่วยอย่าทำให้มันเจิดเจ้อสิ โดยเนื้อหาแล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาเปิดอ่านในที่สาธารณะอยู่แล้วนะอีหนู แต่ตอนนี้ก็ไม่มีกรณียังงั้นแล้วล่ะ หาตูนวายตอนนี้หายากกว่ายาบ้าอีกแน่ะ ฮ่า

กลับมาที่เรื่องเพื่อน บ. ก่อนที่จะออกอ่าวไทยไปโผล่ทะเลจีนใต้ หลังจากดาวน์ดิ่งดูมส์เดย์ไปพักใหญ่ ตอนนี้เพื่อน บ. ก็บอกว่าดีขึ้นแล้ว เราคงจะไปเปลี่ยนความคิดของคนอื่น โดยเฉพาะคนที่ไม่เคยมองในมุมเดียวกับเราไม่ได้ง่ายนัก เช่นเดียวกับที่เราคงไม่คิดจะเลิกอ่านการ์ตูนเพียงเพราะคำตำหนิให้เจ็บช้ำใจของคนบางคน สิ่งที่เพื่อน อ. จะบอกเพื่อน บ. ได้ก็คือ คนเค้าไม่เห็นค่าของสิ่งที่แกทำก็ไม่เป็นไรว่ะเพื่อน อย่างน้อยตัวแกและเพื่อนแกคนนี้เห็นค่า เห็นความหมายของมันก็พอ รูปที่แกวาดชั้นเห็นแล้ว สวยมาก เป็นรูปสีฟูลออพชั่นรูปแรกในรอบสองปีได้มั้ง มือไม่ตกเลยนะแก สู้ต่อไปนะไอ้ บ.

Code Here.

www.flickr.com